วันจันทร์ที่ ๓๐ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๕๑

เรียนยาวีนอกปอเนาะ ตอน 8 เหยียบโลก



อยู่มาวันหนึ่ง ฮาฟีสกำลังเล่นเหยียบฝาชี อาบ๊ะ จึงห้าม

อาบ๊ะ - ฮาฟีส ยาแง ยีเยาะ ซายี ล๊า ดาแลดูนียอ นี่ ตะเด๊าะ ปียอ บูวะ กีตู
(พ่อ – ฮาฟีส อย่าเหยียบฝาชีแบบนั้นซิ ในโลกนี้ไม่มีใครเขาทำอย่างนั้นหรอก)

ฮาฟีส – บือลา ล๊ะ ฮาฟีส ตะเด๊าะ ยีเยาะ ซายี กาลี ตาปี ฮาฟีส ยีเยาะ ดูนียอ
(ฮาฟีส – ไม่เป็นไรครับ ฮาฟีสไม่ได้เหยียบฝาชีหรอก แต่ฮาฟีสกำลังเหยียบโลกต่างหากล่ะ)

ว่าแล้ว ฮาฟีสก็เล่นเหยียบฝาชีต่อ เฮ้อ ! สงสารฝาชีจังเน๊อะ

ภาษาไทย = = = = = => ภาษามลายู
อย่า = = = = = => ยาแง
เหยียบ= = = = = => ยีเยาะ
ฝาชี = = = = = => ซายี
ใน = = = = = => ดาแล
โลก = = = = = => ดูนียอ
ไม่มี = = = = = => ตะเด๊าะ
ใคร = = = = = => ปียอ
ทำ = = = = = => บูวะ
อย่างนั้น = = = = = => กีตู
ไม่เป็นไรหรอก = = = = = => บือลา ล๊ะ

- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -

หมายเหตุ : อ่านตอนอื่นๆ ที่ผ่านมาได้ที่นี่ค่ะ

เรียนยาวีนอกปอเนาะ ตอน 1 http://ninamori.blogspot.com/2007/07/1_2078.html

เรียนยาวีนอกปอเนาะ ตอน 2 อาหารอร้อยอร่อย
http://ninamori.blogspot.com/2007/08/blog-post_19.html

เรียนยาวีนอกปอเนาะ ตอน 3 วันกียามัต (วันสิ้นโลก)http://ninamori.blogspot.com/2007/09/3.html

เรียนยาวีนอกปอเนาะ ตอน 4 อยู่เวรยาม http://ninamori.blogspot.com/2007/09/4_24.html

เรียนยาวีนอกปอเนาะ ตอน 5 จอมวางแผน http://ninamori.blogspot.com/2007/09/5.html

เรียนยาวีนอกปอเนาะ ตอน 6 กวนโอ๊ย http://ninamori.blogspot.com/2007/11/6.html

เรียนยาวีนอกปอเนาะ ตอน 7 แค้นสุดๆ http://ninamori.blogspot.com/2008/06/7.html

วันอาทิตย์ที่ ๑๕ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๕๑

เรียนยาวีนอกปอเนาะ ตอน 7 แค้นสุดๆ


วันหยุด อูมี มีงานหลายอย่างที่จะต้องสะสาง ฮาฟีสก็เป็นผู้ช่วยมือหนึ่ง (ช่วยก่อกวน) บางอย่างถ้าเห็นว่าอันตรายสำหรับเด็กก็จะห้าม แต่อะไรก็ตามถ้าถูกห้าม มันก็ยิ่งยั่วยุให้เกิดความอยากลอง สุดท้ายเมื่อถึงขีดสุดของความอดทน ฮาฟีสเลยถูกเพี๊ยะเข้าที่มือ 1 ที ได้ผลแฮะ หยุดก่อกวนทันที แต่หันมามองนิ่งๆ ก้มหน้าหน่อย (คงจะตกใจและน้อยใจเพราะไม่เคยถูกตี) ซักพักน้ำตาค่อยๆ ซึมออกมาแล้วรวมตัวเป็นหยดน้ำหล่นแหมะ ก่อนที่จะพรั่งพรูออกมา และแล้วการบรรเลงคอนเสิร์ตก็เริ่มขึ้น อาบ๊ะ ก็เลยเพิ่งคิดที่จะแปลงกายเป็นอัศวินขี้หมา เอ๊ะ ! อัศวินขี่ม้าขาวเข้ามาช่วยปลอบและอุ้มฮาฟีสไปให้พ้นจากนางยักษ์ใจร้าย

ฮาฟีส - อาบ๊ะ ! อูมี ดือกุ๊ ฮาฟีส เนาะ มาฮัย ซีกิ เตาะเละห์ ฮือ ฮือ
(พ่อ ! แม่ขี้เหนียวเน๊อะ ฮาฟีสจะเล่นนิดเดียวก็ไม่ได้ ฮือ ฮือ)

อาบ๊ะ - บือลาล๊ะ กีตอ กี ดืองา ลากู แด๊ะห์
(ช่างเถอะ เราไปฟังเพลงกันดีกว่านะ)
... อาบ๊ะ ก็เปิดเพลงให้ฟัง “มุสลีมีน ดัน มุสลีมะ เบิร์ด บิสมีละ เซอตียับ มาซอ” …

ฮาฟีส - อาบ๊ะ มุสลีมีน มุสลีมะ ตุ๊ฮ์ กาปอ ?
(พ่อ มุสลีมีน มุสลีมะ นั้น คืออะไรเหรอ ? )

อาบ๊ะ - อ๋อ ! มุสลิมีน ตุ๊ฮ์ ออแร ยาแต มุสลีมะ ตุ๊ฮ์ ออแร ตีนอ
(อ๋อ ! มุสลิมีน นั้นหมายถึงผู้ชาย มุสลีมะ นั้นหมายถึงผู้หญิง)

ฮาฟีส - ป๊ะ อูมี ยาดี ออแร ตีนอ กือเดาะห์ ?
(แล้ว แม่เป็นผู้หญิงใช่มั๊ย ?)

อาบ๊ะ - แยหลอ อูมี ยาดี ออแร ตีนอ อาบ๊ะ งา ฮาฟีส ยาดี ออแร ยาแต
(ใช่แล้ว แม่เป็นผู้หญิง พ่อกับฮาฟีสเป็นผู้ชาย)

ฮาฟีส - อาบ๊ะ อาบ๊ะ อูมี ยาดี ออแร ตีนอ กาปอ ตาฮู เดาะ ยูรุฮ์
(พ่อ พ่อ แม่เป็นผู้หญิงอะไรก็ไม่รู้ ไม่เรียบร้อยเลยน่ะ)

อาบ๊ะ - !?$?!?

ภาษาไทย = = = = = => ภาษามลายู
ขี้เหนียว = = = = = => ดือกุ๊
เล่น = = = = = => มาฮัย
นิดเดียว = = = = = => ซีกิ
ไม่ได้ = = = = = => เตาะเละห์
ช่างเถอะ = = = = = => บือลาล๊ะ
เรา = = = = = => กีตอ
ฟังเพลง = = = = = => ดืองา ลากู
คน = = = = = => ออแร
ผู้หญิง = = = = = => ตีนอ
ผู้ชาย = = = = = => ยาแต
ไม่รู้ = = = = = => เดาะห์ตาฮู
ไม่เรียบร้อย = = = = = => เดาะห์ ยูรุฮ

วันอังคารที่ ๒๐ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๕๑

แสตมป์นักเขียน

by Ninamori
ตอนเป็นเด็ก ตัวเล็กกะเปี๊ยก สูงราวๆ เอวผู้ใหญ่น่าจะได้ ไม่น่าเชื่อว่าตอนนั้นได้ตกหลุมรักเสน่ห์สระอักษรที่วิ่งในกระดาษสักแล้ว เธอทำให้ฉันทั้งทึ่ง ประหลาดใจ และตื่นเต้นทุกครั้งที่เห็น รู้สึกสนุกยิ่งกว่าของเล่นทั้งหลายที่นอนแอ้งเม้งในตระกร้าเสียอีก

เรื่องของเรื่องมีอยู่ว่า วันหนึ่งเกิดอยากได้กระโปรงลายสก๊อตสีแดงให้ตุ๊กตาแพะใส่ เลยไปอ้อนพี่สาวให้ช่วยทำให้หน่อย แต่พี่ยังไม่ว่างเพราะกำลังทำการบ้านอยู่ พี่ขยับเก้าอี้ให้นั่งใกล้ๆ เธอสัญญาว่าจะทำให้เมื่อทำการบ้านเสร็จ แต่มีข้อแม้ว่าฉันต้องนั่งให้เรียบร้อย


สบายมาก ! ฉันทำตามที่พี่บอก มือทั้งสองยังกอดตุ๊กตา ตาก็จ้องที่กระดาษ ไม่ยักรู้ว่าพี่สาวของฉันมีเวทมนต์ด้วยแฮะ มันเป็นอะไรที่วิเศษมากเลยนะ ไอ้เส้นๆ ที่พี่เรียกว่าตัวหนังสือนี่นะ มันคล้ายมายากลเลย มันเหลือเชื่อจริงๆ แค่พี่ขยับมือขึ้นลงนิดหน่อย ก็สามารถปลุกเศษให้เส้นปรากฏขึ้นมา

“โตขึ้น ฉันจะเขียนหนังสือให้ได้ จะเขียนให้สวยๆ เหมือนพี่เลย” ฉันวาดฝันไว้ในใจ

อีก 2-3 ปีต่อมาฉันก็ได้ไปโรงเรียนกับเขาสักที... ฉันยังไม่ลืมความฝันนั้น...

แต่ที่โรงเรียนไม่เป็นอย่างที่คิด ครูดุมาก พวกเรามักยั่วโมโหครูบ่อยครั้ง ผลก็คือไหล่ขวาของฉัน ของเพื่อน และเพื่อนอีกคนต่างบวมเป่ง เหตุเพราะสื่อสารกันไม่รู้เรื่อง ใครๆ ก็อยากเป็นเด็กดี เป็นคนโปรดของครูล่ะนะ แต่พวกเราไม่เข้าใจภาษาที่ครูพูดจริงๆ เกิดมาพวกเราก็พูดแต่ภาษามาลายู น่าเสียดายจังที่ครูพูดภาษาเราไม่ได้

ฉันไม่อยากเขียนหนังสือ... แล้วฉันก็ไม่อยากไปโรงเรียนด้วย... นิสัยนี้ติดตัวจนโต หนังสือเป็นอะไรที่น่าเบื่อที่สุด เปิดทีไรง่วงนอนทุกที ทุกอย่างเป็นทางการ อยู่ในกรอบสี่เหลี่ยม

จนกระทั่งเจ้าสำนักฟิล์มไวรัสมอบหนังสือเล่มหนึ่งเป็นของขวัญ มีชื่อว่า เมตามอร์ฟอร์ซิส ของฟรานซ์ คาฟก้า เป็นเรื่องเหนือจริง ที่เต็มไปด้วยจินตนาหลุดโลก มันสยองมากเลยนะ ถ้าอยู่ๆ เมื่อเราตื่นขึ้นมาพบว่าตัวเองกลายเป็นแมลง มีขนเต็มตัว ดูประหลาดๆ น่าเกลียดๆ ที่สำคัญเราไม่สามารถใช้ชีวิตแบบเก่าได้แล้ว ทั้งๆ ที่จิตวิญญาณความรู้สึกนึกคิดยังเป็นคน แต่ต้องกินอยู่อย่างแมลง

ต้องขอขอบคุณ คาฟก้า ที่เนรมิตงานนี้ออกมา และเจ้าสำนักฟิล์มไวรัสที่แนะนำหนังสือดีๆ ให้อ่าน ซึ่งทำให้มนต์เสน่ห์ของอักขระกลับมาโลดแล่นในใจฉันอีกครั้ง

วันพฤหัสบดีที่ ๘ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๕๑

ประวัติแสตมป์ไทย

by Ninamori

ย้อนกลับไปเมื่อ 100 ปีก่อนโน้น... ข้าน้อยต้องขอคาราวะคุณทวดทั้งหลายจากใจทั้งหมดที่มี เพราะในสมัยนั้นกว่าจะส่งจดหมายสักฉบับ คุณทวดของพวกเราต้องเดิน...แล้วก็เดิน... เป็นเดือนๆ ด้วยลำแข้งสองขาโดยไม่ปริปากบ่นสักคำ เพื่อให้จดหมายถึงปลายทางอย่างปลอดภัย

จนกระทั่งปี พ.ศ. 2418 เมื่อประเทศไทยมีการติดต่อค้าขายกับต่างประเทศ ได้มีการจัดตั้งสถานกงสุลขึ้นในกรุงเทพ ฯโดยสถานกงสุลอังกฤษเป็นคนริเริ่มการไปรษณีย์ขึ้น บริการรับฝากจดหมายหรือหนังสือจากประเทศไทย ไปยังที่ทำการไปรษณีย์ประเทศสิงคโปร์ และส่งต่อยังจุดหมายปลายทาง โดยใช้ตราไปรษณีย์ที่นำมาจากสิงคโปร์ พิมพ์อักษรว่า “ B “ ลงบนตราไปรษณียากรนั้น แทนคำว่า “ BANGKOK “ ผนึก ทับบนจดหมาย หรือหนังสือเพื่อฝากส่งไปกับเรือพาณิชย์ แต่ตอนหลังได้ยกเลิกไปเมื่อมีบริการไปรษณีย์ของสยามอย่างเป็นทางการ

และในช่วงเวลานั้น สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอเจ้าฟ้า ภาณุรังษีสว่างวงศ์ กรมพระยาภาณุพันธุวงศ์วรเดช กับเจ้านายกลุ่มหนึ่ง ได้ร่วมกันจัดทำหนังสือพิมพ์รายวัน ชื่อ "ข่าวราชการ" ( COURT ) ปรากฏว่าได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี จนต้องมีคนเดินส่งหนังสือแก่สมาชิกทุกเช้า ดังนั้นจึงได้ทรง จัดพิมพ์ " ตั๋วแสตมป์ " เพื่อใช้เป็นค่าบริการ ซึ่งต่อมาแสตมป์ได้ขยายไปถึงการเดินส่งจดหมายแก่สมาชิกด้วย โดยตั๋วแสตมป์ 1 ดวง แทนราคา 1 อัฐ แต่ตั๋วแสตมป์ดังกล่าวไม่มีตัวอักษร หรือเลขหมาย บอกราคาไว้

และประมาณกลางปี พ.ศ. 2423 เจ้าหมื่นเสมอใจราช ได้ทำหนังสือกราบบังคมทูล พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้า เจ้าอยู่หัว ขอให้พระองค์ทรงจัดตั้งการไปรษณีย์ขึ้นในประเทศไทย ปรากฏว่าพระองค์มีพระดำริเห็นชอบ จึง ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอเจ้าฟ้าภาณุ รังษีสว่างวงศ์ ทรงเตรียมจัดตั้งการไปรษณีย์ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2424 จนถึง วันที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2426 ทรงโปรดเกล้า ฯ ให้ตั้งกรมไปรษณีย์และโทรเลขขึ้น โดย ให้สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าภาณุรังษีสว่างวงศ์ กรมหลวงภาณุพันธุวงศ์วรเดช ดำรงตำแหน่งผู้สำเร็จราช การกรมไปรษณีย์โทรเลข โดยใช้อาคารริมแม่น้ำเจ้าพระยาเหนือ ปากคลองโอ่งอ่าง เป็นสถานที่ทำการแห่งแรกและเรียกอาคารหลังนี้ว่า “ไปรษณียาคาร“ และได้สั่งพิมพ์ตราไปรษณียากร จาก บริษัท WATERLOW AND SOWS LONDON มาเพื่อเตรียมใช้งาน 6 ชนิดราคา คือ โสฬส อัฐ เสี้ยว ซีก เฟื้อง สลึง โดยเรียกแสตมป์ ชุดนี้ว่า “ ชุดโสฬส “ แสตมป์ชุดแรกนี้ เป็นภาพพระบรมสาทิสลักษณ์ของ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ผินพระพักตร์เบื้องซ้ายภายในกรอบรูปไข่ เริ่มออกจำหน่าย วันที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2426 ปัจจุบันถือว่าเป็นแสตมป์ที่หายากมากและราคาแพงลิบลิ่วทีเดียว แต่อย่างไรก็ตามการที่แสตมป์ดวงใดจะทรงคุณค่า ไม่ได้อยู่ที่ความ เก่าแก่อย่างเดียว แต่อาจขึ้นอยู่กับจำนวนพิมพ์น้อย หายาก และเป็นที่สนใจของนักสะสม

ในปัจจุบันแสตมป์ไทยได้พัฒนาเท่าเทียมกับอารยะประเทศ มีนักออกแบบบางคนพยายามสร้างผลงานของตนเอง โดยยึดหลักรักษาไว้ซึ่งเอกลักษณ์แห่งความเป็นไทย

วันพุธที่ ๗ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๕๑

แสตมป์ดวงแรกของโลก

by Ninamori

นั่งนึกก่อนก้าวออกจากบ้านว่า...หลังจากส่งพัสดุ (ที่ข้างในบรรจุหนังสือฟิล์มไวรัส เล่ม 4) ให้ลูกค้าที่ลำพูนแล้วตัวเองอยากได้อะไรจากไปรษณีย์บ้าง...แสตมป์ผลไม้...แสตมป์แมว...แล้วก็แสตมป์ไก่แจ้... อ้อ! แสตมป์ดอกไม้ด้วย

ต้องขอบคุณเจ้าหน้าที่ไปรษณีย์ทุกท่านด้วยนะคะ ซึ่งที่ผ่านมาได้จัดส่งสางสำแดงเล่มนี้ สู่จุดหมายปลายทางอย่างปลอดภัยหายห่วง ทั้งสระแก้ว, สงขลา, ปราจีนบุรี, ชลบุรี, เชียงใหม่, ยโสธร, นนทบุรี, กระบี่, ระยอง, กาญจนบุรี, ราชบุรี และร้อยเอ็ด

แล้วใครกันนะ...ที่ออกแบบแสตมป์ดวงแรกของโลก
เมื่อก่อนนั้นยังไม่มีระบบฝากส่งจดหมายที่ดีเหมือนปัจจุบัน ประเทศอังกฤษได้นำเอาแบบอย่างจากไปรษณีย์ฝรั่งเศสมาประยุกต์ใช้ แต่ปรากฏว่าไม่ประสบผลเท่าที่ควรและประสบภาวะขาดทุนมาตลอด เนื่องจากในระยะเริ่มต้นนั้น ผู้ส่งจดหมายไม่ต้องเสียค่าฝากส่ง บุรุษไปรษณีย์จะนำจดหมายไปส่งให้กับผู้รับและเรียกเก็บเงินจากปลายทาง แต่ปรากฏว่าผู้รับหลีกเลี่ยงและไม่ยอมจ่ายเงินค่ารับจดหมายเยอะมาก

ปี พ.ศ.2379 นายโรว์แลนด์ ฮิลล์ ( Rowland Hill ) ชาวอังกฤษ ได้เสนอวิธีคิดค่าธรรมเนียมในการฝากส่งใหม่ โดยให้ถือน้ำหนักเป็นเกณฑ์ และกำหนดให้มีมาตรฐานต่อจดหมาย 1 ฉบับ ต่อ 1 เพนนี นอกจากนี้ได้เสนอให้มีการจัดพิมพ์ตราไปรษณียากร หรือแสตมป์ ( Postage Stamp ) สำหรับให้ผู้ใช้บริการซื้อไว้เพื่อปิดผนึกบนห่อซองจดหมาย ณ บริเวณมุมบนด้านขวามือ เพื่อแสดงให้ทราบว่าจดหมายฉบับนั้นได้ชำระค่าธรรมเนียมแล้ว

ข้อเสนอของนายโรว์แลนด์ ฮิลล์ ได้รับการยอมรับจากรัฐบาลอังกฤษ ประเทศอังกฤษจึงเป็นประเทศแรกที่ได้ปฏิรูปการไปรษณีย์เสียใหม่ โดยให้ผู้ฝากส่งเป็นผู้ชำระค่าจดหมายล่วงหน้า และแสตมป์ดวงแรกก็ได้อุบัติขึ้น เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ.2383
แสตมป์ชนิดราคา 1 เพนนีสีดำ มีพระบรมฉายาลักษณ์ผินพระพักตร์ข้างของสมเด็จพระนางเจ้าวิคตอเรีย กษัตริย์อังกฤษในสมัยนั้น นักสะสมจึงเรียกกันทั่วไปว่า ชุด "เพนนีแบล็ค" ( PENNY BLACK ) แสตมป์ชุดแรกของโลกมีข้อสังเกตได้ว่าแตกต่างจากแสตมป์ชุดอื่นๆ 3 ประการ คือ ไม่มีชื่อประเทศ ไม่มีกาวด้านหลัง และไม่มีฟันแสตมป์ ด้วยจำนวนดวงในแผ่นมีทั้งสิ้น 240 ดวง เมื่อจะใช้ต้องใช้กรรไกรตัดออกมา ทำให้แสตมป์มีขอบเรียบทั้ง 4 ด้านสำหรับนายโรว์แลนด์ ฮิลล์ ผู้ทำความดีแก่การไปรษณีย์อังกฤษอย่างเอนกอนันต์ ภายหลังสมเด็จพระนางเจ้าวิคตอเรีย ได้ทรงโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งนายโรว์แลนด์ ฮิลล์ ให้เป็นขุนนางชั้นบาธ ( BATH ) ตำแหน่ง เซอร์ โรว์แลนด์ ฮิลล์ ( Sir Rowland Hill )

วันจันทร์ที่ ๑๔ เมษายน พ.ศ. ๒๕๕๑

ต้นไม้ในสวน Secret Gardens

by Ninamori






ไม่เอาน่า... อย่าเครียด อย่าหงุดหงิดไปเลยนะ อากาศมันก็ร้อนของมันแบบนี้แหละทำงั๊ยได้ล่ะ แต่มีวิธีคลายร้อนแบบง่ายๆ สบายๆ และประหยัดสุดๆ มาฝาก รับรองว่าเพื่อนๆ จะรู้สึกโล่ง เย็นสบาย และมีความสุขขึ้นอีกเป็นกอง ไม่เชื่อก็อย่าลบหลู่นะจ๊ะ

วิธีที่ว่าก็คือ “ เดินเล่นในสวนสาธารณะ ” จะว่าไปแล้วพวกเราก็โชคดีนะ ที่กรุงเทพมีสวนสวยๆ ให้เลือกเดินหลายแห่งกระจัดกระจายตามจุดต่างๆ เช่น สวนสมเด็จพระบรมราชินีนาถ ,สวนจตุจักร, สวนรถไฟ, สวนลุมพินี, สวนสราญรมย์, สวนมณีนาถ, สวนเบญจศิริ เป็นต้น ซึ่งแต่ละสวนก็มีเสน่ห์ แตกต่างกันไป เพราะนอกจากจะได้ชมความงามของสวนแล้ว สิ่งแวดล้อม และชุมชนรอบๆ ก็น่าสนใจไม่แพ้กัน อย่างเช่น 3 สวนต่อไปนี้

สวนลุมพินี
อยู่ตรงข้ามสวนลุมไนท์พลาซ่า ใกล้สาทร และห้างโรบินสันสีลม ที่นี่นอกจากจะมีต้นไม้ใหญ่เก่าแก่นับร้อยๆ ต้นแล้ว ภายในสวนยังมีโรงเรียนประถม มีชมรมผู้สูงอายุ และมีห้องสมุดประชาชนที่เปิดแอร์เย็นฉ่ำใจและทันสมัยมาก
เพราะนอกจากจะได้ยืม-คืนหนังสือ, CD, DVD, VCD, ดูหนัง , ฟังเพลงแล้ว เขายังมีบริการฝึกอบรมคอมพิวเตอร์สำหรับประชาชนทั่วไป มีกิจกรรมต่างๆ ที่เกี่ยวกับเด็ก และกิจกรรมอื่นๆ ที่น่าสนใจเป็นระยะๆ และมีบริการอินเตอร์ฟรีๆ ด้วยนะ ห้องสมุดนี้อยู่ด้านหลังพระบรมรูปอนุสาวรีย์ รัชกาลที่ 6 สร้างมาตั้งแต่ปี 2498 โน้นแน่ะ ส่วนใครที่สนใจจะสมัครเป็นสมาชิกก็ง่ายนิดเดียวเพียงเตรียมสำเนาบัตรประชาชน/ทะเบียนบ้านและค่าสมัครท่านละ 10 บาทต่อปีเท่านั้น

สวนสราญรมย์
อยู่ใกล้สนามหลวง ข้างวัดพระแก้ว และปืนใหญ่ รอบๆ สวนรายล้อมด้วยตึกสวยๆ แบบยุโรปซึ่งเป็นที่ตั้งของกระทรวงต่างๆ จนคุณอาจรู้สึกว่าตัวเองเดินอยู่ ต่างประเทศก็ว่าได้ สวนที่นี่สวยร่มรื่นและเงียบสงบมาก ขนาดของสวนกำลังดี ไม่ใหญ่มากนัก ซึ่งสามารถวิ่งออกกำลังกายรอบสวนได้สบายๆ ช่วงเย็นที่นี่จะคึกคักเป็นพิเศษเพราะมีคนมาทำกิจกรรมหลากหลายมีทั้งกลุ่มนักเต้นแอโรบิก นักวิ่งข้าราชการและชาวบ้าน นักเต้นลีลาศที่มาซ้อมตรงศาลาย้อนยุค กลุ่มผู้สูงอายุที่มาร่ำกระบองริมสระน้ำ และอีกหลายมุมที่น่าสนใจ ส่วนอีกหนึ่งจุดเด่นที่เป็นเสน่ห์ของที่นี่คือเรือนกระจกซึ่งสร้างมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 อายุกว่า 100 ปีมาแล้ว ต่อมาเปิดเป็นโรงเรียนต้นไม้ แต่ปัจจุบันปิดไว้ชั่วคราว ส่วนด้านหลังสวนสราญรมย์จะเป็นคลองเล็กๆ ชวนให้ นึกถึงคลองเวนนิส มีสะพานข้ามด้วยมีคำจารึกไว้ดังนี้ สะพานนี้นามว่า “สะพานหก” สร้างมาแต่รัชสมัย พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นสะพาน แบบฮอลันดา (เนเธอร์แลนด์) สามารถชักขึ้นลงให้เรือผ่านได้ นามนี้คงเรียกขานสืบต่อมา แม้ว่าจะได้เปลี่ยนสภาพเป็นสะพานข้ามไปแล้วก็ตาม และหากเราเดินเลาะคลองนี้ไปเรื่อยๆ ก็เข้าสู่อีกชุมชนที่น่าสนใจคือ แพร่งภูธร ที่ทั้งสวย และสงบยิ่งนัก

สวนมณีนาถ
อยู่ตรงข้ามวัดสุทัดวราราม ใกล้โรงเรียนเบญจมราชาลัย ในพระบรมราชูปถัมภ์ และใกล้เสาชิงช้า (ยักษ์) เสน่ห์ของสวนนี้คือ จะรายล้อมด้วยป้อมสูงๆ ไม่เหมือนที่ไหนๆ ที่น่าทึ่งคือส่วนหนึ่งของส่วนเป็นเรือนจำที่สามารถเห็นห้องขังได้ในระยะปะชิด บอกตามตรงว่าตอนที่เดินในสวนนี้ครั้งแรกใจมันลุ่มๆ ดอนๆ บอกไม่ถูก แต่พอรู้ทีหลังว่าไม่มีนักโทษอยู่แล้วก็โล่งใจไปแยะ นอกจากสะดุดตากับป้อมแล้ว อีกอย่าง ที่แปลกตาคือหอยสังข์ยักษ์ที่อยู่กลางสวน จนบางครั้งก็อดสงสัยว่าจะมีเด็กชายซ่อนอยู่ข้างในหรือเปล่านะ






ขอให้ทุกท่านมีความสุขสดชื่นกับธรรมชาติอันเขียวขจี อ้าว...สูดออกซิเจนให้เต็มปอดจ้า

วันเสาร์ที่ ๑๙ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๑

Baby Moon

ห้องภาพนินาโมริ 2










babymoon's pool