วันศุกร์ที่ ๒๗ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๕๒

สนธยาปรากฏ

by Ninamori

กิตตินันท์ จรรยางาม - ถ่ายภาพ
วิทยุรายงานว่าจะมีพายุจากเมืองจีนเข้าประเทศไทย นั่นประไร ฉันดีใจอากาศจะได้เย็นเสียที.... อันที่จริงฉันรู้สึกตื่นเต้นและเย็นตั้งแต่อาทิตย์ที่แล้วเมื่อเห็นสนธยา ทรัพย์เย็นโดยบังเอิญในนิตยสาร ความรู้สึกเป็นเช่นนี้เสมอตั้งแต่เห็นเขาในนิตยสารก่อนๆ อย่าง สีสัน, life & family, Bangkok Metro, GM Plus, Esquire, ค คน และล่าสุดในนิตยสาร GM กุมภา 52 ที่สัมภาษณ์เขายาวเหยียด นับเป็นครั้งแรกในชีวิตของเขาที่ยอมโพสท่าถ่ายภาพตามคำเรียกร้องจากผู้ขอสัมภาษณ์ที่เตรียมเสื้อผ้าให้เปลี่ยนเสร็จสรรพ สำหรับฉันใน GM ฉบับนี้เขาดูเท่และเป็นบทสัมภาษณ์ที่ดีที่สุดเท่าที่เคยลงสื่อ เพราะคนสัมภาษณ์ (เอกศาสตร์ สรรพช่าง และ ธีพิสิฐ มหานีรานนท์) เป็นคอหนังและอ่านฟิล์มไวรัสมาก่อน จึงรู้จักเขามากกว่าสื่ออื่นๆ ที่เคยมาสัมภาษณ์ แม้การสัมภาษณ์ครั้งนี้จะถูกตัดจาก 21 หน้าให้เหลือเพียง 8 หน้าก็ตาม

แต่จากที่ฟังเขาคุยกับจุ๋ม (สุมณฑา สวนผลรัตน์) เขากลับรู้สึกว่าตัวเองไม่คู่ควร เขาเป็นเพียงคนตัวเล็กๆ คนหนึ่งที่ยังไม่มีผลงานอะไร GM น่าจะสัมภาษณ์คนอื่นมากกว่า อย่างเช่น filmsick เป็นต้น เพราะเขารู้สึกว่าตัวเองยังไม่เหมาะที่จะอยู่ตรงนั้น เขายังไม่ได้ทำประโยชน์ให้สังคมเท่าที่ควร ไม่เหมือน filmsick ที่ทุ่มเทกายใจเต็มที่กว่า และมีผลงานสารพัด เขาทั้งอิจฉาและดีใจที่โลกนี้มีคนอย่าง filmsick เขาบอกว่ามนุษย์พันธุ์ filmsick หายากมากอาจเป็นหนึ่งในสิบล้าน ที่สามารถทำอะไรหลายอย่างในเวลาเดียวกัน

ก็จริง...ฉันเห็นด้วยกับเขาเกี่ยวกับชายมากความสามารถผู้นี้ เพราะฉันเองก็เคยได้รับความช่วยเหลือเป็นอย่างดีจาก filmsick ตอนที่แม่ป่วยหนัก แต่ฉันไม่อยากให้เขามองตัวเองแย่แบบนั้น อย่าลืมสิว่าเจ้าสำนักฟิล์มไวรัสไม่ได้เพียงแค่ฉายหนังอย่างเดียว แต่ยังทำหนังสือหนังอีกด้วยตั้ง 11 ปก อย่าลืมสิ กว่าหนังสือแต่ละเล่มจะเสร็จสมบูรณ์มันเหนื่อยแค่ไหน ขนาดฉันเป็นแค่ผู้ช่วยหางอึ่งยังรู้สึกภูมิใจที่ได้มีส่วนร่วมในหนังสือเลย แล้วไหนจะเขียนบทความแนะนำศิลปะ วรรณกรรม อีกล่ะ เขานิ่งเหมือนนึกขึ้นได้ เขาฟังแต่ไม่ได้ยินเสียงที่ฉันพูด เขามองแต่ไม่เห็นว่าตัวเองได้ทำประโยชน์ให้คนอื่นแค่ไหน

เข้าใจแล้วล่ะ... อาการของเขาเหมือนคนที่กำลังเผชิญกับภาวะขาดแคลนกำลังใจอย่างหนัก อาจเป็นเพราะจากความเหน็ดเหนื่อยเป็นเวลานาน ประกอบกับปัญหาด้านสุขภาพ ทำให้เขาไม่สามารถทำตามความใฝ่ฝันที่ตั้งใจไว้กว่า 15 ปี เขาตอนนี้ประดุจหนึ่งพายุโหมเข้าใส่และนำพาร่างสู่ทะเลลึก

ฉันไม่อยากให้เขาหยุดความฝันอยู่เพียงแค่นี้ ฉันเชื่ออย่างหนึ่งว่ากำลังใจเป็นสิ่งสำคัญเสมอ ฉันจึงอยากให้เพื่อนๆ ช่วยส่งกำลังใจปลุกระดมให้เขาลุกขึ้นและสานฝันต่อให้สำเร็จลุล่วงด้วยนะคะ

อ่านบทสัมภาษณ์ (บางส่วน) ได้ที่นี่คะ
http://www.gmgroup.in.th/main/home2_book.php?mode=1&group=2&book=2#a

วันพุธที่ ๒๘ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๒

ขยายวันแสดงงาน 13 ปี ดวงกมลฟิล์มเฮ้าส์ (ฟิล์มไวรัส)



เผลอแป๊ปเดียว ก็ครบ 20 วัน นับตั้งแต่วันเปิดงานวันแรกเมื่อวันที่ 9 ม.ค.52 แต่งานนี้มีเฮ เพราะทางหอศิลป์ใจดีขยายเวลาให้เราแสดงงานได้ต่อถึงวันที่ 12 ก.พ. หากใครที่ยังไม่ได้มา ก็เชิญนะคะ จะมาเดี่ยวมาคู่ก็ยินดีต้อนรับคะ ก่อนปิดงานทางผู้จัดจะมีการฉายหนังรอบพิเศษอีกครั้ง ส่วนจะเป็นเรื่องอะไรนั้นโปรดติดตามนะคะ

งานฉลอง 13 ปี ดวงกมลฟิล์มเฮ้าส์ เปิดให้ชมฟรีที่หอศิลป์จามจุรี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (ถัดจากห้างมาบุญครอง เดินข้ามไฟแดงไปนิดเดียว ประตูทางเข้าก่อนป้ายรถเมล์แรก ตรงข้ามอุเทนถวาย)

หอศิลป์เปิดทุกวัน จันทร์-ศุกร์ เวลา 10.00 น. – 19.00 น.
เสาร์-อาทิตย์ เวลา 12.00 น.-18.00 น.

ดูบรรยากาศงานวันเปิดได้ที่นี่คะ
http://ninamori.blogspot.com/2009/01/13-13th-anniversary-dkfilmhouse.html

วันจันทร์ที่ ๒๖ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๒

เรียนยาวีนอกปอเนาะ ตอน 9 ห้องพิเศษ


หลังจากอูมีคลอดน้องแล้ว ฮาฟีสกลับจากโรงเรียนก็ไปเยี่ยมน้องที่โรงพยาบาล บังเอิญห้องพิเศษเต็ม เลยต้องอยู่ห้องรวมก่อน

ฮาฟีส : อูมี มาแลนิง ฮาฟีส เนาะ ตีโด ดืองา อูมี แดะฮ์
(แม่ คืนนี้ฮาฟีสนอนกับแม่น่ะ)

อูมี : นาตี วี บูเละ บีเละ พิเศษ ดูลู แดะฮ์, แอเซาะ ฮาฟีส กอฮอ มารี ตีโด ดืองา อูมี แดะฮ์
(รอให้ได้ห้องพิเศษก่อนนะ พรุ่งนี้ฮาฟีสค่อยมานอนกับแม่น่ะ)

ฮาฟีส : ซาบอ อาปอ ฮือ
(เพราะอะไรล่ะ)

อูมี : ซาบะ บีเละนิง ตะเดาะ ตือปะ ตีโด, ฮาฟีส กือนอ โดะ ตีโด อาตะฮ์ กีซี, ฮาฟีส ตีโด บูเละ เดาะ
(เพราะว่าห้องนี้ไม่มีที่นอน ฮาฟีสต้องนั่งหลับบนเก้าอี้ ฮาฟีสนอนได้มั๊ยล่ะ)

ฮาฟีส มองดูรอบๆ ห้อง ก็เห็นแต่ละเตียงมีเพียงเก้าอี้กลมๆ เพียงตัวเดียว ทำท่าคิดซักพัก ก็ผงกหัว แล้วตอบว่า

ฮาฟีส : กีตุฮ ฮาฟีส กือเละ ดูลู แดะฮ์, แอเซาะ ฮาฟีส เนาะ มารี ตีโด ดืองา อูมี แดะฮ์
(ถ้างั้น ฮาฟีสกลับก่อนน่ะ พรุ่งนี้ฮาฟีสจะมานอนกับแม่น่ะ)

บังเอิญตอนค่ำมีห้องพิเศษว่าง แต่เป็นห้องเก่าและเล็ก ซึ่งพยาบาลก็ถามว่าจะเอามั๊ย ก็ดีกว่านอนห้องรวมละน่ะ เลยตกลง และโทรศัพท์บอกอาบ๊ะซึ่งกลับไปส่งฮาฟีสที่บ้าน ให้พาฮาฟีสมาด้วยเพราะได้ห้องพิเศษแล้ว เมื่อฮาฟีสมาถึงก็ส่งยิ้มแต่ไกลดีใจมากที่จะได้นอนกับอูมี พอเข้ามาในห้องก็เดินสำรวจห้องก่อนเป็นอันดับแรก เปิดตู้เสื้อผ้า เปิดตู้เย็น เปิดประตูหลังห้อง เปิดประตูห้องน้ำ บังเอิญว่าประตูห้องน้ำมันเก่า ขอบประตูด้านล่างมันผุ และพองๆ ทำให้ปิดประตูได้ไม่สนิท ฮาฟีสก็พยายามกดประตูเพื่อจะให้ปิดให้สนิท แต่ก็ไม่สำเร็จ ปิดได้แต่มันจะแง้มๆ นิดหน่อย

ฮาฟีส : อูมี ห้องพิเศษ ก๊าปอ กอ...หระ
(แม่ ห้องพิเศษอะไร กิ๊กก๊อกชะมัดเลย)

ภาษาไทย = = = = = = = = > ภาษามลายู

คืนนี้ = = = = = = = = > มาแลนิง
นอน = = = = = = = = > ตีโดะ
รอ = = = = = = = = => นาตี
ได้มั๊ย = = = = = = = = > บูเละเดาะ
ห้อง = = = = = = = = > บีเละ
พรุ่งนี้ = = = = = = = = > แอเซาะ
ค่อยมา = = = = = = = = > กอฮอมารี
อะไร = = = = = = = = > อาปอ
ไม่มี = = = = = = = = > ตะเดาะ
เก้าอี้ = = = = = = = = > กีซี
กลับ = = = = = = = = > กือเละ
ก่อน= = = = = = = = > ดูลู
จะมา = = = = = = = = > เนาะมารี
กอหระ = = = = = = = = > กิ๊กก๊อก

อ่าน - เรียนยาวีนอกปอเนาะตอนเก่าๆ ได้ที่นี่คะ

เรียนยาวีนอกปอเนาะ ตอน 1 http://ninamori.blogspot.com/2007/07/1_2078.html

เรียนยาวีนอกปอเนาะ ตอน 2 อาหารอร้อยอร่อย
http://ninamori.blogspot.com/2007/08/blog-post_19.html

เรียนยาวีนอกปอเนาะ ตอน 3 วันกียามัต (วันสิ้นโลก)http://ninamori.blogspot.com/2007/09/3.html

เรียนยาวีนอกปอเนาะ ตอน 4 อยู่เวรยาม http://ninamori.blogspot.com/2007/09/4_24.html

เรียนยาวีนอกปอเนาะ ตอน 5 จอมวางแผน http://ninamori.blogspot.com/2007/09/5.html

เรียนยาวีนอกปอเนาะ ตอน 6 กวนโอ๊ย http://ninamori.blogspot.com/2007/11/6.html

เรียนยาวีนอกปอเนาะ ตอน 7 แค้นสุดๆ http://ninamori.blogspot.com/2008/06/7.html

เรียนยาวีนอกปอเนาะ ตอน 8 เหยียบโลก http://ninamori.blogspot.com/2008/06/8.html

วันอังคารที่ ๑๓ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๒

ฉลอง 13 ปี ดวงกมลฟิล์มเฮ้าส์ (ฟิล์มไวรัส) : 13th Anniversary D.K.Filmhouse (Filmvirus)


by Ninamori

นโยบายของ ดวงกมลฟิล์มเฮ้าส์ (ฟิล์มไวรัส)
คือ การเปิดประตูสู่โลกกว้างแห่งภาพยนตร์นานาชาติ ให้รับรู้ความเคลื่อนไหวของแสงสี กลิ่น รสที่หลายหลากทางภูมิปัญญา โดยพยายามไม่ยึดติดกับชื่อเสียงและความคลาสสิก เพราะตระหนักว่า คำ “ หนังดี ” นั้นพูดง่ายและไม่ใช่จุดจบ ดวงกมล-ฟิล์มเฮ้าส์ (ฟิล์มไวรัส) จึงขอเสนอหนังแปลกที่น่าสนใจ หาดูได้ยาก (ซึ่งไม่จำเป็นต้องน่าเบื่อดูยากเสมอไป) ทว่าเน้นหนักในด้านคุณค่าทางศิลปะภาพยนตร์มากกว่าคุณค่าเชิงวัฒนธรรมหรือการโหยหาอดีต

ดังที่รู้กันว่าหนังดีที่สมบูรณ์แบบ ทุกคนเห็นพ้องกันนั้นเป็นไม่มี ทางดวงกมลฟิล์มเฮ้าส์ฯ ขอรับรองว่า มันเป็นความยิ่งหย่อนไม่น้อยกว่ากัน ในการที่หนังจะกล้าคิดอาจหาญให้แตกต่างออกไปจากหนังหมื่นล้านเรื่องที่คุณพานพบทุกวัน หวังว่าคุณคงได้พบหนังดังกล่าวในการมาเยี่ยมเยือนเรา


ศิลปะเป็นเหตุ
“ อะไรนะ เมื่อกี้พูดว่าอะไรนะ” ฉันถามเจ้าสำนัก (สนธยา ทรัพย์เย็น) ด้วยความตกใจเมื่อเขาบอกว่าจะแสดงงานศิลปะภาพยนตร์ในหอศิลป์จามจุรี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อันทีจริงฉันน่าจะชินและรู้สึกเฉยๆ กับผู้ชายคนนี้มากกว่า เพราะเขามักมีไอเดียแปลกๆ อยากทำโน่นนี่เสมอ



“ เอ้า เอาก็เอา ” ฉันตอบเขาไป แล้วเขาก็รีบเล่ารายละเอียดของงานด้วยแววตาที่ตื่นเต้นว่า เขาจะรวบรวมผลงานวิจารณ์หนังของนักวิจารณ์ทั้งหมดในเมืองไทย นับจากช่วงระยะเวลาที่เข้มข้นของงานวิจารณ์ตั้งแต่กลางทศวรรษ 80 – ปัจจุบัน พร้อมมีการเสวนาและฉายหนังด้วย ทีนี้แหละคนทั่วไปจะได้รู้สักทีว่าในโลกนี้ยังมีอาชีพนักวิจารณ์รวมอยู่ด้วย ซึ่งเป็นอีกอาชีพหนึ่งที่มีเกียรติและน่าภาคภูมิใจอย่างยิ่ง แล้วเขาก็ตั้งชื่องานว่า “3 ทศวรรษศิลปะภาพยนตร์ผ่านงานวิจารณ์”

จากกระดาษเปล่าๆ สีขาว ปรากฏอักขระสวยงาม และสวยขึ้นอีกเมื่อ กัลปพฤกษ์ โอเคช่วยทำอาร์ทเวิรค์ตัวอย่างงานที่เตรียมไว้พร้อมภาพประกอบแนบไปกับโครงการเพื่อเสนอขอใช้สถานที่จัดงานให้หอศิลป์ฯ งานนี้เราต้องยื่นโครงการล่วงหน้าถึง 1 ปี เราใจตุ๊บๆ ตุ้มๆ เมื่อรู้ว่าในแต่ละปีจะมีศิลปินส่งโครงงานเยอะมากหลายร้อยชีวิต บางปีมีถึง 500 ศิลปิน แต่ปีหนึ่ง สามารถแสดงงานได้ประมาณ 50 ศิลปินเท่านั้น
เกิดอะไรขึ้น
ฉันเห็นเจ้าสำนัก กุมขมับ ถอนหายใจเฮือกๆ เมื่อสิ่งที่เขาตั้งใจอยากจัดงาน 3 ทศวรรษศิลปะภาพยนตร์ผ่านงานวิจารณ์ นั้นจำใจต้องยกเลิกไป มันไม่ใช่เหตุผลเพราะต้องใช้ทุนจัดงานค่อนข้างสูง (มาก) อย่างเดียว แต่มันมีเหตุผลอันเหลือเชื่อที่ว่าสิ่งที่เขาตั้งใจจะทำและเชิดชูนักวิจารณ์นั้นกลับไม่ได้รับความร่วมมือจากนักวิจารณ์หนังเสียเอง ทั้งจากนักวิจารณ์รุ่นใหญ่และรุ่นเล็ก

สลับตัวศิลปิน
เวลาเริ่มเหลือน้อยเต็มที เจ้าสำนักมาตัดสินใจในช่วงเส้นยาแดงผ่านแปดระหว่างรอวันเดดไลน์ที่นักวิจารณ์ส่งงาน ด้วยทนการนิ่งดูดายของนักวิจารณ์ไม่ไหว เขาตัดสินใจเปลี่ยนมาจัดงาน ฉลอง 13 ปี ดวงกมลฟิล์มเฮ้าส์ (ฟิล์มไวรัส) แทน หลังจากที่พยายามเชื้อเชิญคนวงการละครเวที วงการวรรณศิลป์ให้มาต่อสิทธิ์ขอใช้สถานที่ เพราะไหน ๆ ได้สิทธิ์เข้ารอบให้ใช้สถานที่มาทั้งทีก็ไม่อยากสูญเปล่าถูกทางหอศิลป์โมฆะยกเลิก แต่จนแล้วจนรอดก็ยังไม่มีคนรับช่วง สุดท้ายก็อย่างที่เห็น งานของฟิล์มไวรัส เริ่มจัดขึ้นอย่างขาสั่นงันงก ไม่เคยมีประสบการณ์การจัดงานแสดงในแกลเลอรี่ ขั้นตอนการทำงาน หลักการที่ต้องทำมีอะไรบ้างก็ยังไม่รู้

กว่าจะถึงวันงาน
ต้องขอบคุณจากใจทั้งหมดที่มี ที่เพื่อนๆ น้องๆ ทุ่มเททั้งกายใจมาช่วย ทำให้งานออกมาสมบูรณ์เพอร์เฟ็กท์อย่างที่เห็น โดย
เฉพาะเกมแสวงบุญฮอลลีวู้ดเมกกะที่เจ้าสำนักออกแบบ
กว่าจะผ่านขั้นตอนแต่ละด่านช่างสาหัสเอาการ เริ่มจาก
ฝ่ายอาร์ทต้องดีไซน์วัดขนาดจนเหงื่อตกเพื่อให้ได้ดั่งใจผู้จัด100%
จากนั้นเป็นกระบวนการตัดสติ๊กเกอร์ พอตัดเสร็จ ก็ต้องแกะตัวอักษรทีละตัวอย่างใจเย็นที่สุด
พอแกะเสร็จแล้วก็ต้องมานั่งลอกสติ๊กเกอร์เป็นส่วนๆ แล้วมาแปะปะติดปะต่อบนพื้นให้เข้าเป็นหนึ่งเดียวกัน จนต้องก้มๆ เงยๆ จนหน้ามืดและปวดหลังไปตามๆ กัน แถมต้องอดหลับอดนอน กว่าจะกลับถึงบ้านตี 1 ตี 2 ขอบคุณด้วยความซาบซึ้งใจอีกครั้งนะคะ

ฉลอง 13 ปี ดวงกมลฟิล์มเฮ้าส์ (ฟิล์มไวรัส)
ทันทีที่ สนธยา ออกมากล่าวเปิดงาน วันศุกร์ ที่ 9 ม.ค.52 เวลา 18.00 น. ฉันเริ่มยืนไม่ติด เพราะแสงแฟลชจากกล้องหลายตัวสว่างวูบวาบ

ฉันเกรงว่าเขาจะเกร็งแล้วพูดไม่ออก แต่แล้วก็โล่งอกเพราะเขาสามารถคุมตัวเองไปได้ แถมวันนั้นพูดเยอะเป็นพิเศษ ฉันแอบถามตากล้อง
เหล่านั้นว่ามาจากไหน ถึงรู้ว่าเขาเป็นตากล้องของ ค.คน กับ จีเอ็ม และอีกหนึ่งหน่วยงานอิสระที่ทำสารคดีต่างๆ

บรรยากาศเปิดงานชื่นมื่น เห็นสนธยายิ้มน้อยยิ้มใหญ่ก่อนเปิดงานเสียอีก เพราะไกรวุฒินำรางวัลที่ทางไบโอสโคปมอบให้ฟิล์มไวรัส ปี 2008 และขอบคุณทุกกำลังใจที่มาร่วมงาน โดยเฉพาะเพื่อนหลายคนที่เดินทางไกลมาจากต่างจังหวัด

วันนั้นนอกจาก สนธยา ออกมาพูดบอกเล่าประสบการณ์การดูหนังของเขาในอดีตแล้ว ก็มีคุณ สุชาติ สวัสดิ์ศรี ร่วมพูดคุยแลกเปลี่ยน โดยมีคุณป๊อป-มโนธรรม เทียมเทียบรัตน์


และ คุณสิทธิรักษ์ ตุลาพิทักษ์ นั่งเชียร์อีกสองแรง จากนั้นก็มีการฉายฟิล์ม “โรงหนังอลังการ” ที่สนธยาถ่ายเองด้วยกล้องซูเปอร์ 8 มม. ความยาว 2 นาทีครึ่ง เกี่ยวกับกลุ่มคนดูหนังที่หน้าโรงหนังอลังการตรงหอศิลป์เจ้าฟ้า ระหว่างรอดูหนัง นักแสดงในหนัง (ที่ไม่รู้ตัว)


มีคุณสิทธิรักษ์ ตุลาพิทักษ์, คุณไพสิฐ พันธุ์พฤกษชาติ, คุณสุภาพ หริมเทพาธิป, คุณโดม สุขวงศ์, คุณนรา, คุณสมชาติ บางแจ้ง, คุณดุลยสิทธิ์ นิยมกุล เป็นต้น เสียงหัวเราะดังขึ้นเป็นระยะเมื่อ สนธยา พากย์ว่าคนในหนังนั้นเป็นใครบ้าง เพราะภาพมันสปีดเร็วจนไม่รู้ว่าใครเป็นใคร นอกจากหนังของเขาแล้วยังมีฉายเพลงของ Christine Schafer และหนังสั้นของ Ulrike Ottinger ด้วย


งานมีอะไรบ้าง
ภายในงานมีผลงานแนะนำภาพยนตร์หลายสิบชิ้น ส่วนใหญ่เป็นกรอบภาพสรุปสั้น ๆ ถึงผู้กำกับหนังระดับยอดเซียนที่หนังสือในเครือฟิล์มไวรัสเคยจัดพิมพ์มา ทั้งที่พิมพ์เอง และที่จัดพิมพ์กับสำนักพิมพ์ openbooks และก็มีจัดแสดงชิ้นงานรวมหนังจับคู่ที่ให้เพื่อนนักวิจารณ์ช่วยคัดเลือกหนังควบในจินตนาการที่น่าจัดฉาย

แล้วยังมีจัดแสดงอุปกรณ์และกล้องฉายหนัง ฉายกิจกรรมต่างๆ ที่ ดวงกมลฟิล์มเฮ้าส์เคยจัดงานมา ข่าวกิจกรรมการฉายหนังจากสื่อต่างๆ โปสเตอร์หนัง และมีจำหน่ายหนังสือในเครือฟิล์มไวรัส


และที่พิเศษสุดอย่างที่เกริ่นไปแล้ว เกมฮอลลีวู้ดเมกกะ (Hollywood Mecca) ที่พิสูจน์ว่าใครอยากจะไปฮอลลีวู้ด หรือไปสายนอกกระแส ผู้เล่นสามารถเลือกเดินหมากได้ตามโชคและรสนิยม แต่ประหลาดดีที่ใครเดินพบหนังบล็อคบัสเตอร์ก่อน ดูท่าว่าอนาคตจะรุ่งโรจน์กว่าเลือกทางใต้ดิน


ย้ำอีกครั้ง และขอเชิญชวนทุกท่าน
งานฉลอง 13 ปี ดวงกมลฟิล์มเฮ้าส์ (ฟิล์มไวรัส) มีจัดแสดงตั้งแต่วันที่ 9 ม.ค.52 – 28 ม.ค.52 ที่ หอศิลป์จามจุรี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ถัดจากห้างมาบุญครอง เดินข้ามไฟแดงไปนิดเดียว ประตูทางเข้าก่อนป้ายรถเมล์แรกนะคะ (ตรงข้ามกับโรงเรียนเตรียมอุดม)


ตั้งแต่ก่อตั้งมา 13 ปี งานนี้เป็นครั้งแรกและคงเป็นครั้งเดียวที่ฟิล์มไวรัสมีจัดฉลอง เพราะงานแบบนี้ต้องใช้งบสูงมาก ลำพังฟิล์มไวรัสเป็นเพียงหน่วยงานอิสระเท่านั้น ไม่มีรายได้ใดๆ จากการฉายหนังหรือจัดกิจกรรมต่างๆ ทุกกิจกรรมล้วนเป็นทุนส่วนตัวที่เก็บสะสมทีละเล็กละน้อยทั้งสิ้น จึงขอเชิญชวนทุกท่านมาสัมผัส ให้กำลังใจ และทำความรู้จักกับชาวฟิล์มไวรัส ในงานแสดงศิลปะครั้งแรกของพวกเขาที่ไม่เหมือนใคร

วันจันทร์ที่ ๑๐ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๕๑

มูอัลลัฟ ลงโรงลิโด้

ไชโยให้ มูอัลลัฟ ซึ่งกำลังจะเข้าฉายที่ลิโด้วันที่ 13 พฤศจิกายนนี้ พร้อมกับสารคดีเรื่อง Suddenly Last Winter (หนาวนี้.....แต่งงานกันนะ)



หมายเหตุ : เดิมบทความนี้เคยตีพิมพ์ที่ บล็อก นิมิตวิกาล:
http://twilightvirus.blogspot.com/2008/09/convert.html
และ บล็อก กลแสง: http://atrickofthelight.wordpress.com/2008/09/24/atolbkiff12/

มูอัลลัฟ (The Convert) กำกับโดย ภาณุ อารี, ก้อง ฤทธิ์ดี, กวีนิพนธ์ เกตุประสิทธิ์

บทความโดย Ninamori

"การถ่ายทอดภาพจริงอย่างที่เห็นและเป็นอยู่นั้น เป็นคนละเรื่องกับการแสดงความเห็นดีเห็นงามของคนทำหนัง"

เมื่อไม่นานมานี้ที่ร้านอาหารอิสลาม มีเด็กผู้หญิงใส่ชุดเนตรนารีคนหนึ่ง เธอนับถือศาสนาพุทธ และเป็นลูกค้าประจำของร้าน เธอตะโกนบอกพ่อ ซึ่งเปิดร้านขายส้มตำไก่ย่างใกล้ๆ กัน เธอเห็นว่าร้านของพ่อไม่ค่อยมีลูกค้า แต่ร้านอิสลามมีคนเข้าร้านเยอะ เธอจึงบอกกับพ่อว่า “โตขึ้นหนูจะเปิดร้านอาหารอิสลาม” เธอเข้าใจว่าเพียงแค่เขียนป้ายว่า “ร้านอาหารอิสลาม” ก็สามารถเปิดร้านได้แล้ว แต่เธอไม่ได้เข้าใจความหมายอย่างแท้จริงที่ว่าคนขายก็ต้องเป็นมุสลิมด้วย อาหารและเครื่องปรุงที่ใช้ก็ต้องสะอาดถูกหลักอนามัย ทุกขั้นตอนตั้งแต่การเลือกอาหาร การล้างทำความสะอาด ตลอดจน การปรุงอาหาร ล้วนมีขั้นตอนที่ต้องปฏิบัติตามหลักศาสนาทั้งสิ้น

ฉันว่ามันยากจริง ๆ ที่คนศาสนาอื่นจะเข้าใจคนศาสนาอิสลามได้แม้แต่น้อย แต่อย่างน้อยฉันก็ดีใจ ถ้าคนที่ต่างศาสนากันคนไหน ไม่หมดความพยายามที่จะเข้าใจกันและกันของพวกเขาไปเสียก่อน อย่างที่ได้เห็นจากหนังสารคดีเรื่องหนึ่ง“มูอัลลัฟ” คือหนังเรื่องที่ว่า หนังเรื่องนี้มันกำเนิดจากการที่ 3 หนุ่มอิสลามอยากรู้ ว่าเพื่อนของเขาที่เป็นสาวไทยพุทธจะปรับตัวยังไง เมื่อได้มารักและแต่งงานกับผู้ชายอิสลาม

มันเป็นชีวิตคนธรรมดาเรียบ ๆ ง่าย ๆ ที่ไม่น่าจะประหลาดหรือดูสนุก แต่มันก็น่าแปลกที่ชีวิตเรียบง่ายแบบนี้นี่แหละที่น่าสนใจเอามาก ๆ ซึ่งที่จริงเราควรจะได้ดู หรือทำความรู้จักกันมาตั้งนานแล้ว แต่น่าเสียดายว่าไม่มีรายการทีวีช่องไหนสนใจไปบันทึกมา

สาว “จูน” เป็นคนที่เชื่อมั่นในการตัดสินใจของตัวเอง เธอไม่ใช่คนที่จะรอหมอดูบอกดวง เมื่อเธอรู้ตัวเองแล้วว่ารักชอบกับ เอก – ผู้ชายอิสลาม เธอปรึกษากับพ่อ แล้วก็ตัดสินใจได้เลยว่าเธอจะเลือกทางชีวิตยังไง แม้ว่ามันจะเป็นการเปลี่ยนชีวิตของเธออย่างหน้ามือเป็นหลังมือ สำหรับเธออะไรจะเกิดก็ต้องเกิด ขอแค่ทำมันให้ดีที่สุดก็พอแล้วจูน เป็นคนต่างจังหวัดที่ใช้ชีวิตในกรุงเทพอย่างอิสระเสรี เหมือนนกที่บินในอากาศ เธอเป็นคนสดใส คุยสนุก ยิ้มแย้ม และเข้ากับคนได้ง่าย เธอจึงมาอยู่ในใจฉันอย่างง่ายดาย เกือบหนึ่งชั่วโมงครึ่งที่ฉันเฝ้าติดตามดูชีวิตของเธอกับแฟนหนุ่ม หนังถ่ายทอดเรื่องราวได้สะเทือนใจ ทำให้รู้จักรสชาติของชีวิต หลายๆ ฉาก ฉันถึงกับกลั้นน้ำตาไม่อยู่ เมื่อเห็นจูนลำบาก และยังมีอุปสรรคก้อนโตรอเธออยู่ บางครั้งรู้สึกว่าเธอจะยอมแพ้ไหมนะ เพราะแค่รักกันสองคนยังว่ายาก แต่นี่กฎเกณฑ์ทางศาสนาวัฒนธรรม มันทำให้ชีวิตที่ยุ่งยากพอแล้วยิ่งหนักหนาเข้าไปอีก ไม่ง่ายเลยหนอชีวิตคน อย่างไรก็เถอะ ฉันเฝ้าขอพรจากพระเจ้า ขอจงโปรดประทานให้เธอโชคดี ปลอดภัย

มูอัลลัฟ เป็นหนังที่แสดงชีวิตจริงของคนสองคน แม้ว่าจะเป็นชีวิตที่ถูกคัดเลือกมาแล้วจากฟุตเตจ 140 ม้วน ก็ตาม แต่มันก็บริสุทธิ์จากการปรุงแต่งหรือชี้นำ มันไม่ใช่หนังที่คนทำจะเข้าไปพยายามก้าวก่ายหรือประเมินตัวละครว่าเลือกทางชีวิตถูกหรือผิด หนังเลือกเส้นทางที่เหมาะกว่า คือ ไม่สนใจที่จะรับใช้แนวคิดสถาบันไหน หรือ หลักศีลธรรมของใคร โลกนี้ไม่ได้มีแต่หนังสารคดีแนวเก่าที่สอนการประพฤติตนให้ถูกหลักศาสนา หรือทำตัวสูงส่งประเมินจับผิดคนอื่น เพราะชีวิตจริงนั้นซับซ้อนกว่าระบบความคิดและอุดมการณ์ ที่สำคัญคือการถ่ายทอดภาพจริงอย่างที่เห็นและเป็นอยู่นั้น เป็นคนละเรื่องกับการแสดงความเห็นดีเห็นงามของคนทำหนัง

ในช่วงต้นเรื่องหนังได้พาคนดูทำความรู้จักกับชีวิตของจูน เธอเป็นคนขยัน และชอบหาประสบการณ์ชีวิต เธอบริหารจัดการเวลาได้อย่างลงตัว ทำงาน 2 อย่าง กลางวันเป็นสาวออฟฟิศให้กับนิตยสาร Daco งานที่ต้องเกี่ยวข้องกับสื่อสารมวลชน ต้องคอยแอ็คทีฟตัวเองตลอดว่า หาข้อมูลข่าวสารให้ทันเหตุการณ์ปัจจุบัน (เมื่อก่อนฉันส่งโปรแกรมหนังของดวงกมลฟิล์มเฮ้าส์ ฯ ไปลง Daco เป็นประจำ ไม่แน่นะเราอาจเคยคุยกันทางโทรศัพท์มาแล้วก็เป็นได้) ส่วนหลังเลิกงานตอนเย็น เธอหารายได้พิเศษด้วยการขายเสื้อผ้ามือสอง ถึงจะเหนื่อยเมื่อยล้า แต่เธอก็มีความสุขในความสำเร็จจากหยาดเหงื่อของเธอ

บางคนอาจมองว่า “มูอัลลัฟ” ไม่ใช่หนังสารคดีที่สมบูรณ์ในแบบที่ควรจะเป็น ผู้กำกับต้องแจกแจงความถูกต้อง และรับผิดชอบกับสิ่งที่บุคคลในเรื่องทำ นั่นถือเป็นความคิดที่ผิดค่ะ ไม่ยุติธรรมเท่าไรนัก ขอแค่ผู้ชมอย่ายึดติดกับสูตรสำเร็จ ผู้กำกับเป็นเพียงผู้นำเสนอชีวิตของคนคนหนึ่ง และถ่ายทอดเรื่องราวให้เราได้รับรู้เท่านั้น ผู้กำกับไม่ใช่ผู้ตัดสินความถูกต้อง

ถามหน่อยเถอะ หากให้เลือกระหว่าง คน ชาติ ศาสนา... ว่าอย่างไหนสำคัญกว่า ก็คงเถียงกันใหญ่ เพราะสำหรับคนที่ขวาจัดก็จะมองว่า “ ชาติสิสำคัญที่สุด ต้องมาก่อนเหนือสิ่งอื่นใด ” แต่สำหรับคนที่เคร่งศาสนามากก็อาจมองว่า “ เฮ้ ! ศาสนาสิ ศาสนาต้องสำคัญกว่าอยู่แล้ว จะออกนอกหลู่นอกทางไม่ได้เด็ดขาด ” แต่บางทีนะ ถ้าแต่ละคนตอบอย่างจริงใจ ไม่ใช่หรอกหรือที่คุณค่าของจิตใจ “คน” นั้นควรจะเป็นสิ่งที่ให้ความสำคัญก่อนอื่น (ตราบใดที่เขาไม่ไปทำร้ายหรือลบหลู่ใคร) ส่วนกรอบเกณฑ์ทางสังคมน่ะก็จำเป็น แต่ไม่ใช่มีไว้ครอบหัวคิด สำหรับเรื่อง “ มูอัลลัฟ” อยากให้มองที่ตัวบุคคล ซึ่งเป็นแกนสำคัญของเรื่อง ก็พูดกันไม่ใช่หรือว่า ศาสนาทุกศาสนาสอนให้ทุกคนเป็นคนดี แล้วถ้าคนเคร่งศาสนาประพฤติไม่เหมาะสม แถมแอบอ้างศาสนาทำลายคนอื่น เขายังเป็นคนดีอยู่หรือเปล่า

จึงอยากให้ดูหนังอย่างเปิดใจ อย่าเพิ่งด่วนสรุปอะไรทั้งนั้น ให้ดูว่า จูน และ เอก นั้น เป็นคนไม่ดีจริงๆ หรือเปล่า ในโลกนี้ไม่มีใครอยากทำผิดหรอก ศาสนาเป็นเรื่องละเอียดอ่อนมาก ยิ่งเป็นศาสนาที่ตัวเองไม่ได้นับถือตั้งแต่แรกยิ่งแล้วใหญ่ เพราะจะมีเรื่องให้เข้าใจผิดได้ง่ายๆ ชีวิตของจูนก็เช่นกัน ถึงแม้ว่าเธอจะโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว แต่ชีวิตการเป็นมุสลิมเพิ่งจะเริ่มต้นเท่านั้น หนทางข้างหน้ายังอีกไกลโข แต่เราคนดูก็อดเป็นกำลังใจช่วยให้เขาพยายามฝ่าฟันอุปสรรคไปให้ได้ ตอนแรกคนดูอาจมีอึ้ง เมื่อฟัง จูน ให้สัมภาษณ์ว่า รักชอบกับเอก หลังจากเพิ่งรู้จักกับเอกแค่ไม่ถึงอาทิตย์เท่านั้น อะไรทำให้เธอถึงตอบตกลงแต่งงานกับเอก ทำไมเธอถึงไว้วางใจเอกมากขนาดนั้น อะไรทำให้เธอเชื่อว่าเอกน่าจะเป็นผู้ชายคนสุดท้ายที่จะรักและดูแลเธอตลอดไป ส่วนเอก เราไม่สงสัยเท่าไรนัก เพราะเขาเฝ้าชื่นชมจูนอยู่ห่างๆ มานานเกือบ 4 ปี สำหรับเอกแล้ว เขามั่นใจว่า “จูน” คือ คู่ชีวิตที่พระเจ้าประทานมาให้และต้องการให้เขาดูแลเท่าชีวิต

ฟังดูชีวิตน่าจะไปได้สวยนะ แต่ยังก่อน ช้าก่อน เพราะนี่เป็นเพียงการทดสอบที่เพิ่งจะเริ่มต้นเท่านั้น เพราะ ความรักอาจสำคัญก็จริง แต่ชีวิตจริงคือความรับผิดชอบ สถานการณ์นั้นน่าเป็นห่วง เพราะค่ากินอยู่ในชีวิตประจำวันบังคับให้สองคนนี้ต้องกลับมาทำงานในกรุงเทพ มันยังมีปัญหาความหย่อนความเคร่งครัดในหลักปฏิบัติทางมุสลิม ซึ่งทั้ง จูน และ เอก ต่างก็เป็นความเด็ดเดี่ยวใจกล้าของ จูน ที่เดินหน้าแล้วไม่ยอมหันหลัง นั้นเป็นการตัดสินใจที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตของคน ๆ หนึ่ง เราคนดูเองก็ยิ่งสมควรเคารพ ยอมรับ และให้กำลังใจกับการตัดสินใจครั้งสำคัญอันนี้ เพราะมันไม่ใช่เพียงการเริ่มต้นชีวิตกับอีกหนึ่งคนเท่านั้น แต่มันเป็นการยินยอมตกลงใจที่จะเปลี่ยนแปลงชีวิตใหม่ จากที่นับถือศาสนาพุทธ เปลี่ยนมาเป็นอิสลามตามสามี เรียกว่า “มูอัลลัฟ” (บุคคลต่างศาสนาที่เข้ารับเป็นอิสลาม) ซึ่งต้องปรับตัวให้เข้ากับหลักศาสนาที่รายล้อมด้วยกฎเกณฑ์ต่างๆ มากมาย

เรียกได้ว่าชีวิตของสองคนนี้เป็นตัวอย่างของศรัทธาที่เราคนดูควรหล่อเลี้ยงไว้ให้ได้ นี่หรือพลังของความรัก มันช่างยิ่งใหญ่นัก มันมีอานุภาพที่สามารถทำให้คนคนหนึ่งก้าวไปข้างหน้าอย่างกล้าหาญ กล้าทำทุกสิ่งที่ไม่เคยทำมาก่อนในชีวิต ยิ่งตอนที่รู้ว่าถึงเวลาถือศีลอดในเดือนรอมฏอน (1) ซึ่งเธอก็ทำได้ดี ผ่านบททดสอบนี้โดยไม่เป็นอะไร แถมยังสามารถทำงานบ้านปกติได้

และนี่คือชีวิตของ จูน ชีวิตที่ยังต้องต่อสู้อีกมากมาย ณ เวลานั้นตอนที่ถ่ายทำหนังเรื่องนี้ แม้ว่าเธอจะเพิ่งเข้ารับเป็นอิสลามเพียงไม่กี่เดือน แต่เราก็เห็นความพยายามของเธอ และฉันเชื่อว่าในอนาคตเธอจะเป็นมุสลิมที่ดี ขอเป็นกำลังใจให้ จูน สู้ สู้เหนือสิ่งอื่นใด ฉันคิดว่าคนทำหนังสารคดีเรื่องนี้ขึ้นมานั้นได้ทำบุญวาสนาที่สุดพิเศษ การที่เราคนดูได้มีโอกาสเข้าไปติดตามดูชีวิตใกล้ชิดของเพื่อนมนุษย์สักคน โดยเฉพาะชีวิตที่มีค่ามีความหมายต่อชีวิตของคนแปลกหน้าอย่างฉันนั้น คงไม่มีของขวัญที่มีค่าแก่ชีวิตไปกว่านี้อีกแล้ว

(1) รอมฏอน คือ การงดอาหาร เครื่องดื่ม และการมีเพศสัมพันธ์ ตั้งแต่เช้ามืดถึงดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้า ช่วงเวลา 4.30 น. ถึง 18.30 น. ในเดือนที่ 9 ตามปฏิทินอิสลาม เป็นเวลา 1 เดือน เพื่อขัดเกลาจิตใจให้สะอาดบริสุทธิ์ ให้เกิดความเสมอภาคระหว่างคนจนคนรวย เพราะความหิวโหยทำให้คนคนหนึ่งรู้สึกถึงความอ่อนแอของตัวเอง เขาผู้นั้นจะไม่หยิ่งผยองอวดอ้างว่าตนเป็นผู้ยิ่งใหญ่ เกิดความเห็นอกเห็นใจ มีเมตตาอยากช่วยเหลือผู้ยากไร้ และในทางการแพทย์การอดอาหารถือว่าเป็นการล้างพิษที่ดีอย่างหนึ่ง

วันศุกร์ที่ ๕ กันยายน พ.ศ. ๒๕๕๑

Pippi Longstocking เด็กหญิงจอมพลัง ที่น่าสงสารที่สุดในโลก

by Ninamori
ใครๆ ก็สงสัยว่าปิ๊ปปี้เป็นใครมาจากไหน...

ปิ๊ปปี้เป็นเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ ผอมๆ ตกกระทั่วใบหน้าโดยเฉพาะรอบๆ จมูก ไว้ผมเปียสีแครอทซึ่งตั้งชี้ตรงดิ่งออกไปทั้งซ้ายขวาคล้ายคนกางแขน เธอใส่รองเท้าคู่ยาวกว่าขนาดเท้าจริง ถุงเท้าก็ยาวถึงเข่า แถมคนละสีอีกต่างหาก เธอเป็นเด็กอารมณ์ดี ซุกซน (มาก) ช่างสงสัย และทุกอย่างล้วนน่าสนใจสำหรับเธอ

เด็กทั่วโลกที่ได้ดูหนังปิ๊ปปี้ (หรืออ่านหนังสือ) ต่างหลงรักและอยากเป็นอย่างปิ๊ปปี้มาก เพราะปิ๊ปปี้เป็นความใฝ่ฝันของเด็กๆ เป็นหนังที่สร้างขึ้นมาจากมุมมองของเด็กอย่างแท้จริง ซึ่งต่างจากหนังเด็กทั่วไปที่สร้างจากมุมมองของผู้ใหญ่

ปิ๊ปปี้สามารถทำทุกอย่างได้ตามที่ใจต้องการ ไม่มีข้อแม้ กฎเกณฑ์ หรือข้อห้ามใดๆ เธอไม่ต้องไปโรงเรียน ไม่ต้องอาบน้ำแปรงฟันถ้าอารมณ์บ่จ๋อย จะเข้านอนกี่โมงก็ได้ สามารถวิ่งเล่นบนหลังคา หรือถ้านึกสนุกอยากทำความสะอาดบ้านตอนเที่ยงคืน ตี 1 ตี 2 ก็ได้ เธอชอบโยนจานชามเล่นแตกกระจาย เธอชอบใช้แปรงขัดห้องน้ำมาตีไข่สำหรับทำคุกกี้ และใช้อ่างอาบน้ำเป็นที่นวดแป้ง มิหนำซ้ำเธอยังชอบทำอะไรเสี่ยงๆ ที่คนธรรมดาอย่างเราๆ ท่านๆ (รวมทั้งเด็กและผู้ใหญ่) ดูแล้วมันอันตรายเกินไป ไม่ควรทำเป็นอย่างยิ่ง และอื่นๆ อีกมากที่เห็นแล้วหัวใจจะวาย

ปิ๊ปปี้จึงเป็นหนังเด็กที่เด็กไม่ควรดูตามลำพัง เพราะเด็กก็คือเด็ก ยิ่งเด็กเล็กไม่ต้องพูดถึง พวกเขามีพฤติกรรมชอบเลียนแบบเต็มหัวใจ จะเกิดอะไรขึ้น ถ้าพวกเขาเห็นปิ๊ปปี้กระโดดจากหลังคาแล้วตีลังกาลงมาข้างล่างบ่อยครั้ง โดยไม่เป็นอะไร ตัวอย่างไม่ไกลจากตัวฉันก็มี ครั้งหนึ่งลูกชายของเพื่อนบ้านจอมซ่าส์อายุ 5 ขวบ หลังจากเมามันส์กับการได้ดูหนังซูเปอร์แมนจบไม่นานนัก จู่ ๆ เขาก็บอกกับพี่เลี้ยงขณะยืนอยู่บนยอดบันไดคอนกรีตเกือบ 30 ขั้น ว่า “คอยดูดีๆ นะจะทำท่าซูเปอร์แมนให้ดู” คนข้างล่างก็ยืนรอดูอย่างตั้งใจ (จนต้องตกใจสุดขีด) เพราะนึกไม่ถึงว่าซูเปอร์แมนจะมาจริง แถมบินกางแขนท่าโหม่งพสุธาเสียด้วย เด็กเจ็บปางตาย แขนขาหักหลายท่อนต้องเข้าห้องไอซียูหลายวัน และยังต้องนอนพักรักษาตัวนานเป็นปี

อย่าเพิ่งด่วนตัดสินว่า ปิ๊ปปี้ เป็นเด็กเกเร นิสัยแย่ หากคุณมีเวลาอยู่กับเธอสักนิดคุณจะเข้าใจ เห็นอกเห็นใจ และสงสารเธอ จริงอยู่ที่เธอเกิดมาพร้อมพละกำลังมหาศาลสามารถยกม้า หรือคนพร้อมม้า หรืออะไรที่หนักกว่านั้นได้อย่างสบาย แต่อย่าลืมว่าเธอก็เป็นเพียงเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ คนหนึ่ง อายุก็แค่ 7 ขวบ แม่ก็ตายตั้งแต่เธอจำความไม่ได้ ส่วนพ่อก็เป็นกัปตันอยู่แต่ในทะเล นานทีปีหนถึงจะกลับมาเยี่ยมให้เธอชื่นใจสักครั้ง แต่เธอก็สามารถดูแลตัวเอง และอยู่บ้านตามลำพังที่ วิลล่า วิลเลคูล่า กับม้าและลิงอย่างมีความสุข เธอมีเพื่อนสนิทอีก 2 คนที่มาจากบ้านที่เพียบพร้อมด้วยกฎกติกามารยาทชื่อ ทอมมี่ และ อานิก้า ความคิดหนึ่งที่ชอบมากตอนที่ ปิ๊ปปี้ ลองไปเรียนโรงเรียนวันแรกที่เธอพูดว่า “เรียนมากๆ นี่ทำให้คนสุขภาพดีๆ แย่ได้เหมือนกัน” สงสัยคงจะจริงนะ

แน่ล่ะ ปิ๊ปปี้ ก็ต้องการความรักจากพ่อและแม่มาก อยากกอดอยากคุย และอยู่ด้วยกันเหมือนครอบครัวคนอื่นๆ แต่เธอก็ไม่ได้จมปลักอยู่กับความโศกเศร้าที่เรียกหาแต่รักจนไม่เป็นอันทำอะไร เธอรู้จักสร้างภูมิคุ้มกันให้ตัวเองอยู่อย่างมีความสุขได้เป็นอย่างดี ด้วยความที่เป็นเด็กที่ช่างจินตนาการและชอบผจญภัย ทุกๆ วันของเธอจึงเต็มไปด้วยสีสัน สำหรับ ทอมมี่ กับ อานิก้า แล้ว ปิ๊ปปี๊ คือสุดยอดคนเก่ง ปิ๊ปปี้สามารถทำทุกอย่างได้อย่างง่ายดาย และไม่เคยลังเลที่จะทำทุกสิ่งที่ทุกคนคิดว่าทำไม่ได้


หากใครที่สนใจอยากดูหนัง ปิ๊ปปี้ นี้ ขอแนะนำว่าให้ดูฉบับสวีเดน ทั้งหมดมี 4 ตอน ที่คนแต่งเรื่อง
แอสตริด ลินด์เกรน (Astrid Lindgren) ถูกอกถูกใจมากๆ เพราะปิ๊ปปี้เวอร์ชั่นนี้แสดงเป็นธรรมชาติมาก จะให้ทำอะไร เธอก็คล่องแคล้วและสนุกไปหมด รูปร่างเธอก็ผอมๆ ยาวๆ สมกับที่อยู่คนเดียว ที่ต้องอดยากปากแห้ง แต่อย่าเผลอไปหยิบฉบับอเมริกันนะ เพราะปิ๊ปปี้ดูสมบูรณ์เกินไป แต่เธอตีลังกาเก่งมาก ที่เหลือดูแสดงๆ อาจทำให้เสียบรรยากาศได้

ปิ๊ปปี้ฉบับสวีเดน 4 ตอนคือ

ตอน 1 Pippi Longstocking
ตอน 2 Pippi Goes on Board
ตอน 3 Pippi in the South Seas
ตอน 4 Pippi on the Run

วันพุธที่ ๒๗ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๕๑

Workshop fun with etching ที่หอศิลป์จามจุรี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย


ของดีและฟรี ยังมีในโลก
กับ workshop fun with etching ที่หอศิลป์จามจุรี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

by ninamori
ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณ ผู้ใหญ่ใจดีของทางหอศิลป์จามจุรี ที่จัดกิจกรรมดีๆ เป็นประจำทุกปี โดยไม่คิดค่าใช้จ่ายใดๆ เปิดโอกาสให้นักเรียน นักศึกษา และผู้สนใจทั่วไป โดยไม่จำกัดอายุ ขอแค่คุณมีใจรักในศิลปะก็เกินพอ

ท่ามกลางความวุ่นวายยุ่งเหยิงยังกะยุงเป็นโขยงของเมืองหลวงแห่งสยามนี้ มุมหนึ่งของหอศิลป์จามจุรีได้เปิดประตูหัวใจให้พวกเราได้ยืดเส้นยืดสายสัมผัสกับโลกศิลปะอีกครั้ง แม้จะเป็นวันเสาร์(2 ส.ค.51) ฉันก็ตื่นแต่เช้ามืดด้วยความตื่นเต้น เพราะอยากรู้ว่าศิลปะ etching หน้าตาจะเป็นอย่างไร อุ๊ย ! วัตถุมีน้ำหนัก... เราต่างสงสัยกับอุปกรณ์ที่ได้มา มีแผ่นทองแดงที่ทาด้วยวานิชดำใช้สำหรับวาดภาพ แล้วก็เข็มจาร ทีแรกเข้าใจผิดนึกว่าปากกา แต่มันเป็นเข็มที่ใช้สำหรับขูด ขีด เขียน เพื่อให้ได้ภาพตามต้องการ ส่วนอุปกรณ์อื่นๆ ก็มีหมึกสำหรับอัดลงในร่องบนเพลท, แท่นพิมพ์, กระดาษชนิดพิเศษสำหรับนำไปพิมพ์บนแท่นพิมพ์, น้ำมันสน, น้ำมันพืช, น้ำยาล้างจาน, น้ำยาทำความสะอาดห้องน้ำ, ถุงมือ, สมุดหน้าเหลือง ฯลฯ

ระหว่างฟังการบรรยายตาเหลือบไปเห็นสารเคมีที่ละลายน้ำแล้วหลังห้อง นึกหวั่นใจเล็กน้อยกลัวเผลอไปโดน แต่พออาจารย์บอกว่าไม่อันตรายถ้าบังเอิญผิวหนังไปสัมผัส ทำให้โล่งใจไปเยอะ
สมกับเป็นแม่ (พ่อ) พิมพ์ของชาติ สำหรับอาจารย์ สุรชัย เอกพลากร คนนี้ เพียงแค่ได้สัมผัสในห้องเรียนไม่นาน ทุกคนก็รู้สึกได้ถึงความเป็นกันเอง อาจารย์ใจดีเสมอ ที่สำคัญอาจารย์สามารถถ่ายทอดวิชาอย่างสร้างสรรค์ให้พวกเราได้ดีเยี่ยม แถมบอกเคล็ดลับดีๆ แบบไม่กั๊ก จนหลายคนไอเดียบรรเจิดเพิ่มเทคนิคพิเศษเนรมิตงานกิ๊บเก๋ แอ๊บสแทร็คก็มี บางคนภาพลอยมาแล้วแต่มือไม้ยังสั่นอยู่ เพราะไม่ชินกับเครื่องมือ บางคนใจลอยนึกถึงเพื่อนเพราะเสียดายที่ไม่ได้ชวนมาเรียนด้วยกัน


เร็วปานกามนิต หนุ่มสาวหน้าหวานวาดภาพเสร็จแล้ว มุ่งหน้าไปยังกระบะเพื่อนำแผ่นทองแดงไปแช่ในสารละลาย Ferric Chloride ให้กัดภาพจนเกิดเป็นร่องลึก ภาพจะเข้มหรือเบาบางก็ขึ้นอยู่กับขั้นตอนนี้ แต่ละคนจับเวลางานของตัวเอง ระหว่างรอก็ไปทานอาหารที่ทางหอศิลป์ฯ เตรียมไว้ให้ มีทั้งไก่ทอดกระเทียมพริกไทยดำแสนอร่อยถาดใหญ่ๆ ปลาท่องโก๋ ชา กาแฟ น้ำสมุนไพร และน้ำอัดลมสารพัดชนิด บางคนกินไก่ทอดเพลินจนลืมเวลา นึกได้วิ่งหน้าตั้งไปหยิบงานมาล้าง แต่งานของเขาก็ออกมาสวยกว่าที่คิดแฮะ งานจะสวยหรือไม่ขั้นตอนการทำความสะอาดเพลทก็สำคัญไม่แพ้กัน

และนี่เป็นผลงานของเพื่อนที่ชอบ

ขอบคุณ อาจารย์สุรชัย และเจ้าหน้าที่หอศิลป์ทุกท่านอย่างน้องจอย, อ๋อม, ขวัญ, เมี่ยง, จอม และแฮร์ยูน ที่ทำงานขยันขันแข็งตระเตรียมงานให้พวกเรา นอกจากความสุขในห้องเรียนที่ได้แล้ว ศิลปะทำให้เราได้เพื่อนใหม่ ฝึกให้ใจเย็น สามัคคีร่วมด้วยช่วยกันอย่างไม่ได้นัดหมายเกิดมิตรผู้อารี เป็นความรู้สึกดีๆ ที่อยู่ในใจตลอดไป